
“เริ่มที่ตัวเราสิ” พอจริง หรือ เป็นเพียงการผลักภาระให้กับผู้บริโภค ทำไมการลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) หรือเติม (Refill) มันถึงทำได้ยากจังในบ้านเรา
วันนี้เพจขอสรุปอินไซต์เฉียบๆ จากวงเสวนา “ลดพลาสติก: เริ่มที่เราหรือเริ่มที่ระบบ?” จาก 3 ตัวจริงในวงการ (EcoCrew, Delifill, MTEC) ที่ยืนยันว่า ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการขอความร่วมมือบังคับให้ผู้บริโภคพยายามลดขยะอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราต้องยกเครื่องรื้อ “ระบบ” ใหม่ทั้งหมด! ![]()

1. มีแค่ “แก้วรียูส” ไม่พอ ต้องมี “ระบบ” รองรับ (EcoCrew)
คุณณัฐธ์พล อรินทร์คล้าย ผู้ร่วมก่อตั้ง EcoCrew Thailand ชี้ให้เห็นว่าโมเดลยืม-คืน ใครๆ ก็ทำได้ แต่จะทำให้เกิดสเกลใหญ่ได้จริงต้องมี “ระบบ” เข้ามาจัดการ! EcoCrew ไม่ได้แจกแค่แก้ว แต่สร้างระบบติดตามนับรอบใช้งาน เครื่องรับคืนอัตโนมัติ และมาตรฐานการล้าง
* ผลลัพธ์ชัดเจน: งาน BKK Expo พิสูจน์แล้วว่า ถ้าระบบดี คนก็พร้อมใช้ สามารถลดขยะไปได้กว่า 20,000 ชิ้นภายใน 4 วัน!

2. คนพร้อมเปลี่ยน แต่ระบบต้อง “ง่ายพอ” (Delifill)
คุณคุณานนท์ คงสมเวช ผู้ร่วมก่อตั้ง Delifill เล่าประสบการณ์ทำธุรกิจ Refill ว่า ปัญหาพลาสติกไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือพฤติกรรมและเศรษฐศาสตร์! ตอนทำระบบให้คนหอบขวดมาเติมเอง (B2C) พบว่าไปได้ยากเพราะภาระตกที่ผู้บริโภคเยอะไป จึงปรับมาลุยกลุ่มธุรกิจ (B2B) แทน เพื่อเสิร์ฟความรักษ์โลกให้ถึงที่

3. วิทยาศาสตร์บอกว่า “รียูสดีกว่า” แต่กติกาตลาดไม่แฟร์! (MTEC)
ดร.ชุติมา แซ่เฮง นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กางงานวิจัยยืนยันว่า ระบบใช้ซ้ำชนะพลาสติกใช้ทิ้งขาดลอย! (ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 60–70%) แต่เหตุผลที่มันยังไม่เกิด เพราะกติกาตลาดตอนนี้ไม่ยุติธรรม
.
สถานการณ์ Reuse ใน 3 กลุ่มเป้าหมาย:
1. กลุ่มน้ำดื่มและเครื่องดื่ม: แม้เราจะมีระบบถังน้ำ 20 ลิตร (Returnable) ที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันเทรนด์กลับถอยหลัง แบรนด์หันมาใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
2. กลุ่ม Personal Care & Home Care: โมเดล Refill Store ในไทยยังเติบโตในวงจำกัด เพราะถูกผลักดันด้วย “ความต้องการของผู้บริโภค” เป็นหลัก แต่ขาด “ระบบและนโยบาย” ที่เข้ามาเอื้อให้เกิดความสะดวก
3. กลุ่มงานอีเวนต์: เป็น Sector ใหม่ที่น่าจับตา (เช่น Case Study ของ EcoCrew) ซึ่งเป็นการนำระบบภาชนะหมุนเวียนกลับมาใช้อย่างเป็นระบบอีกครั้ง
.
จากการศึกษา LCA (การประเมินวัฏจักรชีวิต) ยังพบอีกว่า Reuse ชนะขาดลอย! เมื่อเทียบระบบ Reuse กับ Single-use ทั้ง
ลดโลกร้อน: ลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60-70%
ประหยัดทรัพยากร: ลดการใช้พลังงานฟอสซิลได้ 60-75%
แต่ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจเรายังเป็นแบบเส้นตรง (Linear) ที่เอื้อให้ของใช้ครั้งเดียวทิ้งมีราคาถูก เนื่องจาก “ไม่ได้รวมต้นทุนการจัดการขยะเข้าไปจริง” แต่ผลักภาระให้สังคมแบกรับแทน ในขณะที่ผู้ประกอบการที่ทำระบบ Reuse ต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งระบบล้างและโลจิสติกส์เองทั้งหมด 100%
.
ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง: หากเราต้องการป้องกันขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างจริงจัง เราจะหวังแค่การเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคลไม่ได้ แต่ต้องเปลี่ยนที่ “ระบบ”:
1. นโยบายรัฐที่ชัดเจน: เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนระหว่างระบบ Reuse และ Single-use
2. โครงสร้างพื้นฐานกลาง: เช่น ระบบโลจิสติกส์หรือมาตรฐานการล้างที่ใช้ร่วมกันได้เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
3. พ.ร.บ. CE: เพื่อสร้างกติกาใหม่ที่ดึงความรับผิดชอบกลับไปที่ผู้ผลิต (EPR) และสนับสนุนโมเดลธุรกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง
.
ถึงเวลาปลดล็อกด้วยกติกาใหม่! วงเสวนานี้สรุปตรงกันว่า “ผู้บริโภคพร้อมแล้ว” แต่เราขาดโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายรัฐที่สนับสนุน
.
นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน เพราะกฎหมายนี้จะเข้ามาสร้างกติกาใหม่
.
#EcoCrew#Delifill#MTEC#Reuse#Refill#พรบCE#CircularEconomy#เศรษฐกิจหมุนเวียน
Leave a Reply